10 เหตุผลที่คุณต้องไปงาน SXSW

จั่วหัวมาแบบนี้ ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอ่านจริงๆครับ ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน SXSW (South By Southwest) ที่เมืองออสติน รัฐเทกซัส ตั้งแต่วันที่ 10–18 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นงานที่เรียกว่าเป็น Festival จริงๆคือมีทั้งเรื่อง Film, Interactive และ Music เริ่มจัดครั้งแรกในปี 1987 ปีนี้ครบ 30 ปีพอดีและขนาดของงานก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินว่ามีคนลงทะเบียนมางานปีที่แล้ว 72,000 ถ้ารวมผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นมาออกบูธ ศิลปิน นักแสดง นักข่าว ในงานด้วยอีกร่วมแสนคน รวมๆแล้วกว่า 3 แสนคน!!! มาดู 10 เหตุผลกันเลยยย

#10 เทศกาลปิดเมืองประจำปี

ออสตินเป็นเมืองเล็กๆในรัฐเท็กซัส ผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่าเมืองใหญ่ๆอย่าง Houston หรือ Dallas แต่ทุกปีที่มีงานนี้ ผู้คนจะคึกคักมากเป็นพิเศษ ยิ่งถนนเส้นสำคัญอย่าง 6th Street ที่รวมร้านบาร์เบียร์ต่างๆมาอยู่รวมกันยิ่งไม่ต้องพูดถึง เห็นธง SXSW ติดอยู่หน้าร้านทั้งเมือง

เนื่องจากเป็นเมืองเล็กการจัดงานมีการใช้พื้นที่กระจายกันทั้งเมือง ห้องประชุมทุกห้องในเชนโรงแรมขนาดใหญ่ อย่าง Hilton, Marriott, Four Seasons, etc. และ พื้นที่ว่างอย่างสวนสาธารณะขนาดเล็กที่อยู่ใจกลางเมืองไปจนถึงขนาดใหญ่ก็ถูกนำมาเป็นพื้นที่จัดงานทั้งสิ้น เรียกว่าเดินไปที่ไหนในเมืองแล้วมีการจัดงานอยู่ก็ถือบัตรผ่านเข้างานไปดูได้เลย

#9 กินดื่มฟรีตลอดงาน (ถ้ารู้วิธี)

นอกจากงานจะจัดตามสถานที่อย่างโรงแรมและสวนสาธารณะแล้ว หลายๆแบรนด์ก็ลงทุนเช่าตึก และออกแบบให้เป็นนิทรรศการเต็มรูปแบบ อย่างตัวอย่างข้างล่างเป็นของ IBM

Design Thinking in action

VR ก็มา เรียกได้ว่าถ้าแบรนด์ไหนไม่มี VR นี่ไม่อินเทรนด์สุดๆ

ชั้นล่างก็แสดงเทคโนโลยี กันไปซึ่งคนไม่แน่นมาก แต่พอขึ้นมาดูชั้นบนที่เป็น Free Bar สิครับ งานฟรีนี่ฝรั่งเค้าก็ชอบไม่น้อยกว่าบ้านเรา ดื่มฟรีตลอดงานและทุกวัน ผมเดินต่อไปอีกไม่ไกลที่โรงแรม โฟว์ ซีซันนี่จัดหนักเลย พอดีช่วงเที่ยงจะมีแสดงดนตรี ก็เลยจัดบุฟเฟ่ต์มาให้ทานกันก่อน ประหยัดไปอีก 1 มื้อ ที่จะบอกก็คือ มันมีแบบนี้ทั่วทั้งเมือง ดูไปทานไป ฟังไปดื่มไป เพลินจริงๆครับ

 #9 Keynote ระดับเทพ คัดมาแล้ว

ผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับ Interactive ซึ่งมี Keynote Speakers หลายคน คนนึงคือ Adam Grant ผู้เขียน New York Times Bestselling “Originals” ซึ่งบอกเลยว่า ผมชอบมาก และสิ่งที่ชอบมากกว่าเนื้อหา คือ เล่าเรื่องโดยไม่ต้องใช้ Slide เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมากคนนึงที่ผมเคยฟัง พลังของ Storytelling นี่มันสำคัญจริงๆ Slide เป็นเพียงส่วนประกอบให้เรื่องสมบูรณ์ แต่คนฟังต้องฟัง “คุณ” ไม่ใช่ดูแต่ “Slide” ได้เห็นกับตาแบบนี้ ก็รู้เลยว่าต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกเยอะแค่ไหน

#8 Panel ที่เตรียมตัวมาอย่างเยี่ยม

เคยรู้สึกเหมือนผมมั้ยครับ? เวลาไปฟัง Panelists เค้าคุยกัน บางทีฟังจบก็งงๆว่าเค้าต้องการจะบอกอะไร ผมเป็นแบบนั้นบ่อยมาก ซึ่งเหตุผลก็มีหลากหลายประการ ทั้งในตัวผู้เข้าร่วมเป็น Panelists และ คนที่เป็น Moderator สรุปก็คือ ถ้าเป็นงานอื่นๆผมจะพยายามเลี่ยง การเข้าฟัง Panel และจะเลือกฟังแบบที่มีผู้พูด คนเดียวมากกว่า แต่พอมาถึงที่นี่ เพื่อนชวนไปฟัง Panel ดูบ้าง อ้าวเฮ้ย มันต่างนะ Panelists ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างดี มีสไลด์มานำเสนอด้วย ตัวอย่างข้างล่างเป็น Penel 3 คนมาคุยกันเรื่อง Live Streaming เพื่อให้เข้ากับช่วง The Mask Singer กำลังดังพอดี 555 เวลาเค้าพูดก็ไม่ได้พูดลอยๆ ยกสไลด์มาให้ดูเลยจ้าว่าการทำ Live Streaming Logistics เค้าทำกันอย่างไร ดีกว่านั่งฟังลอยๆจบแล้วก็งงๆ ใช่มั้ยครับ

#8 Workshop ที่เอาไปใช้ได้จริง

นอกจาก Keynote และ Panel แล้ว ภายในงานยังมี Workshop ให้เลือกมากมาย และเกือบทั้งหมดต้องลงทะเบียนล่วงหน้า บางอันรับแค่ 30 — 40 คน จากคนหลายหมื่นจึงเต็มเร็วมาก และผมเองเป็นคนกลัวว่าไปฟัง Panel จะไม่ได้อะไรเยอะ ผมก็เลยลง Workshop ไปเยอะมาก อันที่ชอบสุดก็น่าจะเป็น Workshop เรื่อง Connected Devices & IoT (Internet of Things) มาถึงปุ๊ปเค้าก็แจกกล่องคนละกล่อง เรียกว่า The Photon — a tiny wi-fi development kit ข้างในมีแผงวงจร หลอดไฟ และ ปุ่มกดมาให้ สิ่งที่เค้าจะให้ทำก็คือ ต่อแผงวงจรและเขียนโปรแกรมควบคุม เจ้าโฟตอนนี้ให้ทำงานตามที่เราสั่งได้ ว้าว พูดเหมือนง่าย ทำเสร็จก็ภูมิใจสิครับ สามารถสั่งให้มันส่งเมล์ หรือส่ง SMS เมื่อเรากดปุ่มที่แผงวงจรได้ด้วย หรือส่งอีเมล์มาให้เราแล้วไฟกะพริบ ตามรูปด้านล่าง

ถ่ายของตัวเองไม่ทัน เลยเอารูปจาก Glowfish.io Youtube มาให้ดูแทน

สรปุก็คือ Workshop นี่เน้นให้มาค้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ สำหรับผมก็เหมือน Prototyping มาลองดูว่าขนาดคนธรรมดาอย่างผมยังทำ Connected Devices เล่นเองได้ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นวิศวกร แสดงว่า เด็กๆสมัยใหม่เค้าก็น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้กันไปค่อนโลกแล้ว

อีก Workshop ที่ชอบคือ Improvisation Workshop โดย Kathy Klotz ผู้แต่งหนังสือ Stop Boring Me! ก่อนจะไปเล่าเกี่ยวกับ Workshop เกริ่นก่อนว่า Improvisation เป็นเทคนิคที่ใช้สร้าง Idea ใหม่ๆปริมาณมากๆ มักใช้ร่วมกับเทคนิคอย่าง Design Thinking ที่ได้รับการยอบรับในวงกว้าง ว่าสามารถช่วยองค์กรสร้างนวัตกรรมได้

มาคราวนี้ผมเลยเจาะจงต้องมาดูซิว่า เค้าบริหารจัดการ Workshop สั้นๆประมาณ 3 ชั่วโมงกันอย่างไร สรุปว่าเป็น Workshop ที่ประทับใจคือ ได้เทคนิค Yes And… และวิธีการเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาสร้างบริบทกระตุ้นให้ทีมงาน เพื่อนร่วมงาน คิดไอเดียใหม่ๆ การสอน Improvisation ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักแต่ผมเชื่อว่า วิธีการแบบนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นแน่นอน

#7 ประสบการณ์ทะลุมิติ

นอกเหนือจากการฟังๆๆ ทำๆๆๆ แล้ว SXSW ยังมี Zone ให้ลองๆๆๆ Experience ดูจริงๆ อย่างปีนี้ Trend ของ Virtual Reality (VR) มา ก็มีห้องประชุมใหญ่ๆ ห้องนึงเอา VR มาให้ลองกันแบบจัดเต็ม ตั้งแต่ VR ทั่วไป, VR เพื่อการกุศล, VR การแพทย์ และ Mixed VR ไปดูกันเลย

Oculus มาทำ VR แคมเปญการกุศล โดยใช้ Samsung Gear เอ๊ะยังไง แต่ก็เรียกคนดูได้เยอะ

นั่งดูกันแบบนี้เลย

NASA มาเอง พาตะลุยอวกาศแบบ VR 360

VR รายนี้เป็น Research Project เลย คือใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยอัมพฤกษ์ คือร่างกายขยับไม่ได้ครึ่งซีก จะเห็นว่ามี หมวก EGG (electroencephalogram) สวมอยู่บนศีรษะเพื่ออ่านคลื่นสมอง ผู้ป่วยอัมพฤกษ์จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัด ถ้าผู้ป่วยคิดว่าจะยกมือขึ้น ภาพที่ผู้ป่วยเห็นคือมือในจอจะยืดยาวออกมากขึ้น (สังเกตมือในรูปด้านล่างจอ) และถ้าใช้ระยะเวลานานเพียงพอ จะมีนกมาเกาะที่มือ เป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเล่นซ้ำ แม้ว่าจะเป็นงานวิจัยอยู่แต่เราน่าจะได้เห็นเครื่องมือแบบนี้ออกมามากขึ้นกับโลก VR นะครับ

#6 เทคโนโลยีล้ำๆได้ดูก่อนใคร

บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งก็ขนเทคโนโลยีมาประชันกันสุดฤทธิ์ ไปดูอันที่ผมชอบอันแรกคือ Concept Electric Car ชื่อ Nio มาเปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรก เคลมว่าวิ่งได้ไวที่สุดในโลก 0–124mph ใน 7.1วินาที แม่เจ้า ได้ข่าวว่าเดือนหน้าจะมาเปิดตัวที่สิงคโปร์ ใครสนใจลองไปสืบข่าวเพิ่มเติมกันนะครับ

อันที่สอง Conversational Robot ชื่อ Andriod U สามารถพูดคุยโต้ตอบกับคนและหุ่นยนต์ด้วยกัน คือคุยกัน สามคนพร้อมกันได้! พัฒนาโดย Osaka University ร่วมกับ NTT Communication Science Lab และ NTT Media Intelligence Lab

ตัวถัดไปเป็นอุปกรณ์จากค่าย Sony เป็น Projector ระยะใกล้ที่มีกล้องวิเคราะห์การสัมผัส พร้อมลำโพงในตัว ก็อย่างที่เห็น เล่นเปียโนแบบไม่มีเปียโนแต่มีเสียงออกลำโพง หรือจะทำเป็น Presentation แบบ Interactive ก็ประยุกต์ไปทำได้

Mix VR อีกอันที่หลายคนบอกว่าอันนี้ เด็ดสุด คือเล่น VR ไปแต่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ล้อหมุนจริงๆ ข้างหน้ามีพัดลมเป่าด้วย 555 นน้องผู้หญิงคนหลังเกาะราวแน่น ร้องเสียงดัง เรียกความสนใจจากคนต่อคิวคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี

ลงจากรถมาก็มาเก็บ Item กันต่อ ภาพที่ผู้เล่นเห็นจะเป็นเหมือนในจอและสามารถพูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นๆได้ เสมือนอยุ่ในเหตุการณ์ร่วมกันจริงๆ

#5 Gaming Expo

คอเกมส์ห้ามพลาด งานนี้เหมือนเป็นงานแถม ที่จัดหลัง Interactive จบแล้วแต่อัดแน่นไปด้วยคอเกมส์ บริษัทเกมส์ มหาวิทยาลัยสอนทำเกมส์ สตาร์ทอัพทำเกมส์ บอร์ดเกม คือ ระบบนิเวศน์ของเกมส์มากันครบ

เล่นกันเลยตรงนี้

Obiwan ก็มา

Board Game ก็มี

บูธที่ร้อนแรงสุดก็คงหนีไม่พ้น Nintendo Switch ซึ่งใน Amazon, Best Buy, Blah Blah ของหมดทั้งอเมริกานะครับ ไม่งั้นผมคงได้จัดกลับมาด้วยแล้ว แหมมม คราวหน้าไม่พลาดแน่

#4 Trade Show

อันนี้เป็นเหมือนให้มาออกบูธกัน ของแจกเจ๋งๆเพียบ ทั้งยังเป็นเหมือน Startup Pavillion ที่รวมสตาร์ทอัพ + เทคโนโลยีจากประเทศต่างๆทั่วโลก (ไม่มีประเทศไทย)

บางบริษัทก็ไม่ใช่สตาร์ทอัพแล้ว มาออกบูธขายของกันเลย ส่วนตัวชอบ Standing Chair ของบูธนี้มาก ลาก่อน Office Syndrome

สตาร์ทอัพนี้น่ารักดี ทำ Virtual Drone คือใส่ VR เอาไม่ต้องมี Drone จริงๆ เอาซี่ๆ

แอพสำหรับคนหน้าสด เอาไว้หลอกว่าเราแต่งหน้าแล้ว ใช้เวลาทำ Teleconference หรือ Facetime กับคนอื่นๆ จะได้เห็นว่าเราสวยตลอดเวลา ดูผมซิ นี่ผมไม่ได้ทาปากนะฮะ เลือกได้จะเอาแบบไหน Origianl, Trend หรือ Cool

คือมีของแบบนี้ให้เดินดูได้อย่างน้อยๆ จะดูของทุกประเทศหมดผมว่าใช้เวลาประมาณ 1 วันเป็นอย่างเร็ว ผมได้มาดูในวันสุดท้ายซึ่งปิดตั้งแต่บ่ายสอง ก็เลยดูไปได้แค่ 60–70% เท่านั้น เสียดายมาก

#3 Networking

ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการมางาน SXSW เลยนะครับ ทุกวันจะมีการจัด Meet Up ของคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน เช่นคนทำการตลาด ทำเกมส์ ทำสื่อดิจิทัล ทำหนัง คนมางานครั้งแรก คนเอเชีย แม้กระทั่ง Executive Assistant Meet Up หรือ การนัดพบกันของเลขาผู้บริหารยังมี!!! ผมเกือบเข้าไปล่ะ แหม พอดีติดอีก Session นึงเลยพลาดไป ได้มาอันนี้แทนครับ McKinsey Digital Meet up คือจัดที่ Office McKinsey ใจกลาง Austin เลย ออฟฟิศเล็กๆแต่คิวยาวเกือบชั่วโมงนะครับ ผมถือว่าสามารถหาคนคอเดียวกันได้ไม่ยาก แถมคุยกันสนุกอีก ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากหลากหลายประเทศ ผมได้เพื่อนใหม่หลายคนก็จาก Meet Up นี่แหละครับ

#2 Maker Space

เกือบจบแล้ว แต่ก็เป็นอีกอันที่พลาดไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะคนที่มีลูก ผมก็แอบอิจฉาเด็กๆต่างประเทศเรื่องโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ใช่การท่องจำ มันช่างแตกต่าง กับบ้านเราอย่างมาก ผมเองเป็นคนนึงที่ยอบรับว่าผ่านการศึกษาแบบท่องจำมาตลอด อ่าาา เดี๋ยวจะยาวไป เราไปดูกันเลยดีกว่า

กลุ่มนี้เค้าสร้างหุ่นยนต์กัน

อันนี้คนเยอะมาก เป็น Flight Simulation

3D Printing ก็มา

พับกระดาษเพื่อการกุศลก็ถือว่าเป็น Maker นะ

เอ้า! ไปทำอะไรในกล่อง

อันนี้น่าสนใจมากครับ มาจากสมาคมช่างเชื่อมเหล็ก (welding) ให้เด็กๆมาหัดเชื่อมเหล็กด้วยเครื่องมือจริง เหล็กจริงแต่เป็นเกมส์

เด็กกำลังเชื่อมเหล็กอยู่ โดยมีคนสอนอยู่ข้างๆและ จอให้ดูผลงานว่าเชื่อมเป็นอย่างไรบ้าง มีคะแนนบอกด้วย เชื่อมเก่งเชื่อมดี มีทุนการศึกษาให้อีกต่างห

อันนี้เอากล้วยมาทำเปียโน

#1 Learning and Be Inspired

สรุปก็คือ SXSW เป็นการเปิดโลกการเรียนรู้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย เพราะของที่มีให้ดูมันเยอะเกินกว่าเราจะดูไหว ก็จงเลือกเฉพาะที่เราอยากดูและตรงกับความสนใจเราจริงๆ เพราะงานจัดทั้งเมือง

ปีนี้เป็นปีแรกที่ ไม่ว่าคุณจะถือ Badge ประเภทไหน (Interactive, Music or Film) ก็สามารถเข้าชมงานได้หมด และผมไม่ได้เข้า Music และ Film เลยยังดูแทบไม่ทัน เพราะฉะนั้นปีหน้าต้องเตรียมตัวมากกว่านี้ เสียดายปีนี้ผมพลาดงานช่วง 2 วันแรกไปอย่างน่าเสียดายเพราะติดอยู่กับงาน Asian Leaders Summit 2017 ที่ไต้หวัน ปีหน้ารับรองสนุกแน่

ขอขอบคุณที่อ่านจบมาถึงบรรทัดนี้นะครับ ยาวมากจริงๆและน่าจะยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนเลยก็ว่าได้ สำหรับใครที่สนใจงานแบบนี้ ไลค์ติดตาม fb.me/mcfiva แล้วรอ Surprise กันครับ

หัวเรือใหญ่ของแมคฟิว่าที่มุ่งมั่นอยากเห็นการเติบโตของวงการ ดิจิทัลและสตาร์ทอัพไทย ขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านนวัตกรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้ง RISE Academy
Supachai Parchariyanon10 เหตุผลที่คุณต้องไปงาน SXSW